technology

Thursday, September 15, 2005

3. ประเภทภาพและเสียง
3.1 โทรทัศน์ เป็นการส่งข้อมูลประเภทภาพเคลื่อนไหวและเสียงไปพร้อมกันให้กับประชาชนทั่วไปโดยมีสถานีส่งถ่ายทอดสัญญาณไปยังเครื่องรับโทรทัศน์ในที่ต่างๆ ถ้าเครื่องรับอยู่ในที่ห่างไกลมากๆ อาจต้องใช้การส่งคลื่นไมโครเวฟหรือการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมไปยังสถานีย่อยเพื่อส่งต่อไปยังเครื่องรับอีกทอดหนึ่ง
3.2 โทรศัพท์ภาพ มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษหลายชื่อ ได้แก่ “ picturephone” , “ videophone” , “ imagephone” เป็นการส่งและรับข้อมูลที่สามารถส่งภาพของผู้พูดโทรศัพท์หรือภาพอะไรก็ได้พร้อมเสียงของผู้พูดจากจุดส่งไปยังจุดรับโดยที่ทั้งจุดส่งและจุดรับต้องมีอุปกรณ์โทรศัพท์ภาพเช่นเดียวกันจึงจะสามารถสื่อสารทั้งภาพและเสียงไปพร้อมๆกันได้ อุปกรณ์นี้เป็นชุดโทรศัพท์ที่ประกอบด้วยเครื่องโทรศัพท์แบบกดปุ่ม จอภาพ และกล้องวีดิทัศน์ เมื่อผู้พูดจะต่อโทรศัพท์ก็กดหมายเลขโทรศัพท์ของผู้รับและให้กล้องวีดิทัศน์จับภาพของตน เมื่อฝ่ายผู้รับยกหูโทรศัพท์ก็กดหมายเลขโทรศัพท์ขึ้นก็จะเห็นภาพและได้ยินเสียงผู้พูด และเมื่อผู้รับกลับไปก็ให้กล้องจับภาพของตนเพื่อส่งภาพและเสียงของตนไปยังฝ่ายแรก การส่งภาพสามารถส่งภาพได้ทุกประเภทไม่เฉพาะแต่ภาพผู้พูดเท่านั้น โดยการนำภาพที่ต้องการส่งมาอยู่หน้ากล้องและปรับระยะให้เหมาะสม ปัจจุบันโทรศัพท์ภาพที่มีคุณภาพสูงสามารถใช้เป็นเครื่องรับส่งข้อมูลได้ด้วยโดยการใช้แป้นพิมพ์ตัวอักษรที่ออกแบบเฉพาะติดต่อกับเครื่องโทรศัพท์นั้น และสามารถใช้เป็นเครื่องโทรสารในตัวได้ด้วย
4. ประเภทรวม
อุปกรณ์โทรคมนาคมประเภทรวม เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ในการรับ-ส่งข้อมูลได้ทุกรูปแบบในลักษณะมัลติมีเดียโดยจะเสนอสารสนเทศขึ้นบนจอภาพ สารสนเทศจะเป็นได้ทั้งตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง การส่งสารสนเทศด้วยคอมพิวเตอร์จะเป็นการใช้สายโทรศัพท์เพื่อข้อมูลดิจิทัลผ่านระบบอินเทอร์เน็ตหรือข่ายงานคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล การใช้คอมพิวเตอร์ที่นิยมใช้กันมากในการสื่อสารขณะนี้ ได้แก่ การสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น ไปรษณีย์ อิเล็กทรอนิกส์หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “อีเมล” (e-mail) เพื่อส่งข่าวสารถึงกันโดยการพิมพ์ข้อความและสามารถแนบแฟ้มภาพและเสียงส่งรวมไปด้วยเพื่อให้ผู้รับสามารถเปิดดูภาพและเสียงได้ การพูดคุยสด (chat) โดยพิมพ์ข้อความโต้ตอบกันทันที การโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศผ่านอินเทอร์เน็ตโดยไม่เสียค่าบริการ การฝากข้อความเสียง (voicemail) การสืบค้นข้อมูลทุกรูปแบบจากแหล่งความรู้ทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการฟังและชมเชยรายการจากสถานีวิทยุและโทรทัศน์ทั่วโลกที่เสนอสารสนเทศผ่านทางอินเทอร์เน็ต เช่น Discovery และ ZDTV เป็นต้น
โครงข่ายในการสื่อสารโทรคมนาคม
การใช้อุปกรณ์โทรคมนาคม ในลักษณะของการให้ข้อมูลเป็นตัวอักษร ภาพ และเสียงนั้นอุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ย่อมต้องอาศัย “ช่องสัญญาณ” เพื่อเป็นสื่อในการส่งสัญญาณจากจุดส่งไปยังจุดรับช่องสัญญาณนี้อาจเป็นลักษณะของสายเคเบิลทองแดงหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าก็ได้ตามลักษณะของสัญญาณในการส่ง ในปัจจุบันได้มีวิวัฒนาการในการส่งสัญญาณโดยการสร้างเป็นโครงข่ายของการโทรคมนาคมให้สามารถส่งสัญญาณต่างๆ ได้มาก มีความถูกต้องและรวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่เพิ่มมากขึ้น โดยเป็น “โครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล” (lntegrated Service Digitai: Network) หรือที่เราเรียกกันอย่างสั้นๆ ว่า “ โครงข่ายไอเอสดีเอ็น” ( ISDN) โดยใช้เส้นใยนำแสงเป็นช่องสัญญาณ
เส้นใยนำแสง (Optical Fiber Cable) เป็นเส้นใยแสงที่ทำด้วยแก้วซิลิกาที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดเล็กกว่าเส้นผมของมนุษย์ มีความสามารถในการถ่ายทอดสัญญาณได้อย่างมากมายมหาศาล เส้นใยนำแสงมี คุณสมบัติพิเศษที่เหนือจากสายเคเบิลทองแดง
1. มีความสูญเสียของสัญญาณน้อยมาก จึงช่วยทำให้การส่งข้อมูลทำได้ในระยะไกลกว่าปกติ
2. ไม่กลัวต่อการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือจากกระแสไฟเหนี่ยวนำจากการเกิดฟ้าผ่า
3. มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา
4. ไม่เป็นสนิมจึงไม่เกิดการผุกร่อน
5. วัตถุดิบสำหรับใช้ในการสร้างส้นใยนำแสงมีอยู่มากในธรรมชาติ เพราะเป็นสารในทรายจึงทำให้สร้างได้ในราคาถูก
ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว จึงทำให้มีการใช้เส้นใยนำแสงเคเบิลทองแดงกันอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงข่ายโทรศัพท์ หรือแม้แต่ในการส่งสัญญาณโทรทัศน์จากกล้องถ่ายโทรทัศน์ไปยังห้องส่งนั้น ถ้าเป็นการส่งสัญญาณระบบเดิมที่ไม่ใช้เส้นใยนำแสงก็จำเป็นต้องใช้สายส่งสัญญาณที่เป็นสายเคเบิลร่วมแกน (coaxial cable) ขนาดใหญ่พอสมควร จึงทำให้การเดินสายไม่คล่องตัว แต่ถ้าใช้เส้นใยนำแสงแล้วจะสามารถขจัดปัญหานี้ไปได้ อย่างไรก็ตาม เส้นใยนำแสงมีข้อจำกัดอยู่บางประคือ
1. มีความเปราะบาง ทำให้แตกหักได้ง่ายกว่าสายโลหะ
2. ต้องมีการเชื่อมต่อที่มีความแน่นอนถูกต้องมาก
3. ยากแก่การแยกสัญญาณ
4. ใช้ส่งกำลังงานไฟฟ้าสำหรับเลี้ยงระบบต่างๆ ไม่ได้
ถึงแม้จะมีข้อจำกัดเหล่านี้ แต่ในปัจจุบันได้มีการใช้ส้นใยนำแสงกันอย่างกว้างขวางเพราะนอกจากจะมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าสายเคเบิลทองแดงมากมายหลายประแล้ว ยังมีการติดตั้งง่ายกว่าในกรณีที่มีช่องว่างของการร้อยสายอยู่น้อยซึ่งสายเคเบิลทองแดงไม่สามารถสอดเข้าไปได้
โครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล (lntegrated Service Digital Network : ISDN)
เป็นโครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล (ไอเอสดีเอ็น) อันเป็นโครงข่ายที่พัฒนามาจากโครงข่ายโทรศัพท์แบบดิจิทัลโดยการผนวกโครงข่ายโทรศัพท์และโครงข่ายระบบข้อมูลเข้าเป็นโครงข่ายเดียวกันโครงข่ายไอเอสดีเอ็นสามารถรับ
ส่งสัญญาณจากการสื่อสารระบบต่างๆ เช่น การส่งสัญญาณดิจิทัลเพื่อให้บริการได้หลายรูปแบบในเวลาเดียวกันด้วยความรวดเร็วสูง ถูกต้อง และประหยัด โดยให้สัญญาณผ่านเส้น

ประเภทของเสียง

3.1 โทรทัศน์ เป็นการส่งข้อมูลประเภทภาพเคลื่อนไหวและเสียงไปพร้อมกันให้กับประชาชนทั่วไปโดยมีสถานีส่งถ่ายทอดสัญญาณไปยังเครื่องรับโทรทัศน์ในที่ต่างๆ ถ้าเครื่องรับอยู่ในที่ห่างไกลมากๆ อาจต้องใช้การส่งคลื่นไมโครเวฟหรือการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมไปยังสถานีย่อยเพื่อส่งต่อไปยังเครื่องรับอีกทอดหนึ่ง
3.2 โทรศัพท์ภาพ มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษหลายชื่อ ได้แก่ “ picturephone” , “ videophone” , “ imagephone” เป็นการส่งและรับข้อมูลที่สามารถส่งภาพของผู้พูดโทรศัพท์หรือภาพอะไรก็ได้พร้อมเสียงของผู้พูดจากจุดส่งไปยังจุดรับโดยที่ทั้งจุดส่งและจุดรับต้องมีอุปกรณ์โทรศัพท์ภาพเช่นเดียวกันจึงจะสามารถสื่อสารทั้งภาพและเสียงไปพร้อมๆกันได้ อุปกรณ์นี้เป็นชุดโทรศัพท์ที่ประกอบด้วยเครื่องโทรศัพท์แบบกดปุ่ม จอภาพ และกล้องวีดิทัศน์ เมื่อผู้พูดจะต่อโทรศัพท์ก็กดหมายเลขโทรศัพท์ของผู้รับและให้กล้องวีดิทัศน์จับภาพของตน เมื่อฝ่ายผู้รับยกหูโทรศัพท์ก็กดหมายเลขโทรศัพท์ขึ้นก็จะเห็นภาพและได้ยินเสียงผู้พูด และเมื่อผู้รับกลับไปก็ให้กล้องจับภาพของตนเพื่อส่งภาพและเสียงของตนไปยังฝ่ายแรก การส่งภาพสามารถส่งภาพได้ทุกประเภทไม่เฉพาะแต่ภาพผู้พูดเท่านั้น โดยการนำภาพที่ต้องการส่งมาอยู่หน้ากล้องและปรับระยะให้เหมาะสม ปัจจุบันโทรศัพท์ภาพที่มีคุณภาพสูงสามารถใช้เป็นเครื่องรับส่งข้อมูลได้ด้วยโดยการใช้แป้นพิมพ์ตัวอักษรที่ออกแบบเฉพาะติดต่อกับเครื่องโทรศัพท์นั้น และสามารถใช้เป็นเครื่องโทรสารในตัวได้ด้วย

ประเภทภาพและเสียง

3.1 โทรทัศน์ เป็นการส่งข้อมูลประเภทภาพเคลื่อนไหวและเสียงไปพร้อมกันให้กับประชาชนทั่วไปโดยมีสถานีส่งถ่ายทอดสัญญาณไปยังเครื่องรับโทรทัศน์ในที่ต่างๆ ถ้าเครื่องรับอยู่ในที่ห่างไกลมากๆ อาจต้องใช้การส่งคลื่นไมโครเวฟหรือการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมไปยังสถานีย่อยเพื่อส่งต่อไปยังเครื่องรับอีกทอดหนึ่ง
3.2 โทรศัพท์ภาพ มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษหลายชื่อ ได้แก่ “ picturephone” , “ videophone” , “ imagephone” เป็นการส่งและรับข้อมูลที่สามารถส่งภาพของผู้พูดโทรศัพท์หรือภาพอะไรก็ได้พร้อมเสียงของผู้พูดจากจุดส่งไปยังจุดรับโดยที่ทั้งจุดส่งและจุดรับต้องมีอุปกรณ์โทรศัพท์ภาพเช่นเดียวกันจึงจะสามารถสื่อสารทั้งภาพและเสียงไปพร้อมๆกันได้ อุปกรณ์นี้เป็นชุดโทรศัพท์ที่ประกอบด้วยเครื่องโทรศัพท์แบบกดปุ่ม จอภาพ และกล้องวีดิทัศน์ เมื่อผู้พูดจะต่อโทรศัพท์ก็กดหมายเลขโทรศัพท์ของผู้รับและให้กล้องวีดิทัศน์จับภาพของตน เมื่อฝ่ายผู้รับยกหูโทรศัพท์ก็กดหมายเลขโทรศัพท์ขึ้นก็จะเห็นภาพและได้ยินเสียงผู้พูด และเมื่อผู้รับกลับไปก็ให้กล้องจับภาพของตนเพื่อส่งภาพและเสียงของตนไปยังฝ่ายแรก การส่งภาพสามารถส่งภาพได้ทุกประเภทไม่เฉพาะแต่ภาพผู้พูดเท่านั้น โดยการนำภาพที่ต้องการส่งมาอยู่หน้ากล้องและปรับระยะให้เหมาะสม ปัจจุบันโทรศัพท์ภาพที่มีคุณภาพสูงสามารถใช้เป็นเครื่องรับส่งข้อมูลได้ด้วยโดยการใช้แป้นพิมพ์ตัวอักษรที่ออกแบบเฉพาะติดต่อกับเครื่องโทรศัพท์นั้น และสามารถใช้เป็นเครื่องโทรสารในตัวได้ด้วย

ความหมายของโทรคมนาคม

โทรคมนาคม (Telecommunications) เป็นการส่งสารสนเทศในรูปแบบของตัวอักษร ภาพและเสียงโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือการติดต่อสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งไปยังอกที่หนึ่งโดยใช้พลังงานไฟฟ้าให้ไหลไปตามสายเคเบิลทองแดง เคเบิลเส้นใยแสง หรือโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการส่งสัญญาณไปในบรรยากาศ เช่นการส่งวิทยุ โทรทัศน์ การส่งคลื่นไมโครเวฟ และการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม โดยจุดที่ส่งข่าวสารกับจุดรับจะอยู่ห่างไกลกัน และข่าวสารที่ส่งจะเฉพาะเจาะจงผู้รับคนใดคนหนึ่งหรือส่งให้ผู้รับทั่วไปก็ได้
โทรคมนาคมเป็นการใช้สื่ออุปกรณ์รับไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร และโทรพิมพ์ เพื่อการสื่อสารในระยะไกล โดยอุปกรณ์เหล่านี้จะแปลงข้อมูลรูปแบบต่าง ๆ เช่น เสียงและภาพไปเป็นสัญญาณไฟฟ้า สัญญาณเหล่านี้จะถูกส่งไปโดยสื่อ เช่น สายโทรศัพท์ หรือคลื่นวิทยุเมื่อสัญญาณไปถึงจุดปลายทาง อุปกรณ์ด้านผู้รับจะรับและแปลงกลับสัญญาณไฟฟ้าเหลานี้ให้เป็นข้อมูลที่สามารถเข้าใจได้ เช่นเป็นเสียงทางโทรศัพท์ หรือภาพบนจอโทรทัศน์ หรือข้อความและภาพบนจอคอมพิวเตอร์ โทรคมนาคมจะช่วยให้บุคคลสามารถติดต่อสารกันได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ๆ ในโลกในรูปแบบของข่าวสาร ความรู้ และความบันเทิง


ประเภทของข้อมูล
ข้อมูลในการสื่อสารโทรคมนาคมสามารถแยกได้เป็น 4 ประเภท คือ
1. ประเภทเสียง เช่น เสียงพูด เสียงดนตรี
2. ประเภทตัวอักษร เช่นอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์
3. ประเภทภาพ ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว
4. ประเภทรวม เป็นการสื่อสารทั้งตัวอักขระ ภาพและเสียง


องค์ประกอบของการสื่อสารในระบบโทรคมนาคม
องค์ประกอบของการสื่อสารในระบบโทรคมนาคม แบ่งได้ 2 ส่วน ซึ่งทำหน้าที่ดังนี้
1. สื่อ หรือ พาหะ เพื่อนำข่าวสารนั้นไปถึงกันโดยใช้เคลื่อนวิทยุที่มีความถี่สูงเป็น คลื่นพาห์ ช่วยนำสัญญาณทาง ไฟฟ้าที่ส่งมานั้นแพร่กระจายไปในบรรยากาศไปยังเครื่องรับได้โดยสะดวก
2. เครื่องส่งและเครื่องรับ จุดส่งและจุดแต่ละจุดจะต้องมีเครื่องเข้ารหัส เพื่อเปลี่ยนข่าวสารนั้นให้เป็นสัญญาณทางไฟฟ้าเสียก่อน เพื่อฝากสัญญาณไปกับคลื่นพาห์ ด้วยการ กล้ำสัญญาณ โดยเครื่องมือที่เรียกว่า มอดูเลเตอร์ เมื่อสัญญาณนั้น

เสมือนเครื่องถ่ายสำเนาเอกสาร เพียงแต่ต้นฉบับที่ส่งมารนั้นอยู่ห่างไกลจากผู้รับโทรสารเป็นอุปกรณ์ที่นำมาใช้แทนเครื่องโทรสาร (phototelegraph) ที่เคยใช้ในการส่งภาพนิ่งมาแต่เดิม ซึ่งล้าสมัยไปแล้ว

Tuesday, August 23, 2005

หมวด 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542กฎหมายแม่บททางการศึกษาฉบับแรกของประเทศไทยหมวด 9เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
มาตรา 63 รัฐต้องจัดสรรคลื่นความถี่ สื่อตัวนำและโครงสร้างพื้นฐานอื่นที่จำเป็นต่อการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วิทยุโทรคมนาคม และการสื่อสารในรูปแบบอื่น เพื่อใช้ประโยชน์สำหรับการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย การทะนุบำรุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมตามความจำเป็นมาตรา 64 รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการผลิตและพัฒนาแบบเรียน ตำรา หนังสือทางวิชาการ สื่อสิ่งพิมพ์ อื่น โดยเร่งรัดพัฒนาขีดความสามารถในการผลิต จัดให้มีเงินสนับสนุนการผลิต และมีการให้แรง จูงใจแก่ผู้ผลิต และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ทั้งนี้โดยเปิดให้มีการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมมาตรา 65 ให้มีการพัฒนาบุคลากรทั้งด้านผู้ผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถและทักษะการผลิต รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีคุณภาพและประสิทธิภาพ มาตรา 66 ผู้เรียนมีสิทธิได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโอกาสแรก ที่ทำได้ เพื่อให้มีความรู้และทักษะที่เพียงพอที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต มาตรา 67 รัฐต้องส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาการผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวมทั้งการ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้เกิดการใช้ที่คุ้มค่าและเหมาะสมกับ กระบวนการเรียนรู้ของคนไทยมาตรา 68 ให้มีการระดมทุนเพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาจากเงินอุดหนุนของรัฐ ค่าสัมปทาน และผลกำไรที่ได้จากการดำเนินกิจการด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรประชาชน รวมทั้งให้มีการลดอัตราค่าบริการเป็นพิเศษ ในการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อการพัฒนาคนและสังคมหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินกองทุนเพื่อการผลิต การวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาให้เป็นไป ตามกำหนดในกฎกระทรวงมาตรา 69 รัฐต้องจัดให้มีหน่วยงานกลางทำหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบายแผนส่งเสริมและประสานการวิจัย การพัฒนาและการใช้ รวมทั้งการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของการผลิตและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการ ศึกษา

หมวด 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542กฎหมายแม่บททางการศึกษาฉบับแรกของประเทศไทยหมวด 9เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
มาตรา 63 รัฐต้องจัดสรรคลื่นความถี่ สื่อตัวนำและโครงสร้างพื้นฐานอื่นที่จำเป็นต่อการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วิทยุโทรคมนาคม และการสื่อสารในรูปแบบอื่น เพื่อใช้ประโยชน์สำหรับการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย การทะนุบำรุงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมตามความจำเป็นมาตรา 64 รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการผลิตและพัฒนาแบบเรียน ตำรา หนังสือทางวิชาการ สื่อสิ่งพิมพ์ อื่น โดยเร่งรัดพัฒนาขีดความสามารถในการผลิต จัดให้มีเงินสนับสนุนการผลิต และมีการให้แรง จูงใจแก่ผู้ผลิต และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ทั้งนี้โดยเปิดให้มีการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมมาตรา 65 ให้มีการพัฒนาบุคลากรทั้งด้านผู้ผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถและทักษะการผลิต รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีคุณภาพและประสิทธิภาพ มาตรา 66 ผู้เรียนมีสิทธิได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโอกาสแรก ที่ทำได้ เพื่อให้มีความรู้และทักษะที่เพียงพอที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต มาตรา 67 รัฐต้องส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาการผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวมทั้งการ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้เกิดการใช้ที่คุ้มค่าและเหมาะสมกับ กระบวนการเรียนรู้ของคนไทยมาตรา 68 ให้มีการระดมทุนเพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาจากเงินอุดหนุนของรัฐ ค่าสัมปทาน และผลกำไรที่ได้จากการดำเนินกิจการด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรประชาชน รวมทั้งให้มีการลดอัตราค่าบริการเป็นพิเศษ ในการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อการพัฒนาคนและสังคมหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินกองทุนเพื่อการผลิต การวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาให้เป็นไป ตามกำหนดในกฎกระทรวงมาตรา 69 รัฐต้องจัดให้มีหน่วยงานกลางทำหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบายแผนส่งเสริมและประสานการวิจัย การพัฒนาและการใช้ รวมทั้งการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของการผลิตและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการ ศึกษา

ความสำคัญของเทคโนโลยีการศึกษา

ความสำคัญของเทคโนโลยีการศึกษา

เทคโนโลยีการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งในการช่วยให้การแก้ปัญหาทางด้านการศึกษาสำเร็จลุ่ล่วง ไปได้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการบริหาร การจัดเรียนการสอน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพและประสิทธิผลการเรียนรู้แก่ผู้เรียน รัฐบาลในหลายประเทศจึงได้ตระหนักถึงความ สำคัญและสนับสนุนการนำเทคโนโลยีการศึกษามาใช้ในวงการศึกษา และเป็นที่น่ายินดีว่ารัฐบาลไทยได้ตระหนัก ถึงความสำคัญนี้เช่นกันโดยการบรรจุเทคโนโลยีการศึกษาไว้ในหมวด 9 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยรัฐบาลจะเป็นผู้จัดสรรสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อประโยชน์ของการศึกษาในรูปของสื่อตัวนำและ คลื่นความถี่เพื่อเผยแพร่การศึกษา ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการผลิตสื่อทุกรูปแบบ มีการพัฒนาบุคลากรทั้ง ด้านผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยี ส่งเสริมให้มีการวิจัย การผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา มีการระดม ทุนเพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาและมีหน่วยงานกลางทำหน้าที่พิจารณานโยบาย และประเมิน คุณภาพและประสิทธิภาพของการผลิตและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

เทคโนโลยีการศึกษา

"เทคโนโลยีการศึกษา"

เป็นการประยุกต์เอาเทคนิค วิธีการ แนวคิด วัสดุ อุปกรณ์ และสิ่งต่าง ๆ อันเนื่องมาจาก เทคโนโลยี มาใช้ในวงการศึกษา เทคโนโลยีเหล่านั้นถึงแม้ใน บางครั้งจะเป็นการคิดค้นขึ้นเพื่อในวงการอื่น ๆ โดยก็เฉพาะก็ตาม แต่สามารถนำมาใช้ในวงการศึกษาได้เช่นกัน ดังเช่นคอมพิวเตอร์ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นมา เพื่อใช้ในการ คิดคำนวณและในวงการธุรกิจก็ยังสามารถนำมาใช้ในการบริหารสถาบันการศึกษา และช่วยในการเรียนการสอนได้ หรือการใช้เทคโนโลยีการพิมพ์เพื่อพิมพ์เอกสารและตำราทางวิชาการ การใช้โทรทัศน์ที่คิดค้นขึ้น เพื่อให้ความบันเทิง ก็สามารถนำมาใช้เพื่อการศึกษาได้เช่นกัน ตลอดจนการใช้ระบบโทรคมนาคมประเภทต่าง ๆ เช่น ระบบโทรศัพท์ หรือการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมเพื่อใช้ในการศึกษาและการเรียนการสอน นับเป็นการนำ เทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในเทคโนโลยีการศึกษา นอกจากนี้แล้ว ยังเกี่ยวข้องถึงบุคคลและองค์กรต่าง ๆ โดยเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนของการประยุกต์สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมาใช้เพื่อการวางแผน วิเคราะห์ปัญหา และแก้ปัญหาทางการศึกษา

Monday, August 22, 2005

แนวความคิดพื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการศึกษา
การทำงานโดยการนำเทคโนโลยีมาใช้นั้น เป็นการทำงานโดยการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานนั้นๆให้มีผลดีมากยิ่งขึ้นการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้นั้น ก็ต้องแตกต่างกันไปตามลักษณะของงานแต่ละอย่าง ซึ่งการนำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในงานด้านใด ก็จะเรียกว่าเทคโนโลยีด้านนั้นๆ เช่น ถ้านำมาใช้ทางด้านการแพทย์ ก็จะเรียกว่า เทคโนโลยีทางการแพทย์ ถ้านำมาใช้ทางด้านการเกษตร ก็จะเรียกว่า เทคโนโลยีทางการเกษตร ถ้านำมาใช้ทางด้านวิศวกรรม ก็จะเรียกว่า เทคโนโลยีทางวิศวกรรม ถ้านำมาใช้ทางด้านการศึกษา ก็จะเรียกว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา เป็นต้น ซึ่งจะเห็นว่า เมื่อมีการใช้เทคโนโลยีในด้านใดก็จะเรียกเทคโนโลยีด้านนั้น เมื่อมีการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงานในส่วนต่างๆของวงการศึกษา การที่จะศึกษาถึง องค์ประกอบต่างๆในเทคโนโลยีการศึกษา จึงจำเป็นต้อง ทราบความหมายของคำต่างๆเหล่านี้ให้เข้าใจอย่างชัดเจนเสียก่อน รวมถึงพัฒนาการระยะต่างๆของเทคโนโลยีการศึกษา เพื่อเป็นการศึกษาถึงความเจริญ ก้าวหน้าทางด้านนี้ทั้งในด้านวัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการ รวมถึงความสำคัญและบทบาทของเทคโนโลยี การศึกษา
ความหมายของเทคโนโลยี
เมื่อเอ่ยถึงเทคโนโลยี คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงสิ่งที่เกี่ยวกับเครื่องมือหรืออุปกรณ์ใหม่ๆ ที่ทันสมัย มีราคาแพง มีระบบการทำงานที่ยุ่งยากซับซ้อนซึ่งเมื่อนำมาใช้แล้วสามารถช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพดีขึ้นและประสิทธิผลสูงขึ้น รวมทั้งประหยัดเวลาและแรงงานอีกด้วย อย่างไร ก็ตาม “เทคโนโลยี” เป็นคำที่มาจากภาษาลาติน และภาษากรีก คือ ภาษาลาติน Texere : การสาน (to weare) : การสร้าง (to construct) ภาษากรีก Technologia : การกระทำอย่างมีระบบ (Systematic Treatment) เทคโนโลยีมิได้มีความหมายเฉพาะการใช้เครื่องจักรกลอย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงการปฏิบัติหรือดำเนินการใด ๆ ที่ใช้ความรู้ วิธีการ หรือเทคนิคทางวิทยาศาสตร์เพื่อช่วยให้การดำเนินการต่าง ๆ บรรลุผล พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีว่า หมายถึง วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะ ในการนำเอาวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรม
ลักษณะของเทคโนโลยีสามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ (Heinich , Molenda and Russell. 1993 : 449)
1. เทคโนโลยีในลักษณะของกระบวนการ ( process) เป็นการใช้อย่างเป็นระบบของวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือความรู้ต่างๆที่ได้รวบรวมไว้ เพื่อนำไปสู่ผลในทางปฏิบัติ โดยเชื่อว่าเป็นกระบวนการที่เชื่อถือได้และนำไปสู่การแก้ปัญหาต่าง ๆ
2. เทคโนโลยีในลักษณะของผลผลิต (product) หมายถึง วัสดุและอุปกรณ์ที่เป็นผลมาจากการใช้กระบวนการทางเทคโนโลยี
3. เทคโนโลยีในลักษณะผสมของกระบวนการและผลผลิต (process and product) เช่น ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีการทำงานเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวเครื่องกับโปรแกรม
สารานุกรมเอ็นคาร์ทา (Encarta 1999) ได้ให้ที่มาและความหมายของคำว่า เทคโนโลยี (Technology) ไว้ว่า Technology เป็นคำที่มาจากภาษากรีก 2 คำรวมกัน คือ Tekhne หมายถึง ศิลป หรืองานช่างฝีมือ (art of craft) และ logia หมายถึง สาขาวิชาของการศึกษา (art of study) ดังนั้นถ้าจะแปลตามตัวแล้ว เทคโนโลยี จึงหมายถึง การศึกษาหรือศาสตร์ของงานช่างฝีมือ
พจนานุกรมเว็บสเทอร์ (Websters 1994) ได้ให้ความหมายของคำว่า เทคโนโลยี ไว้ดังนี้ 1) ก. การใช้ทางวิทยาศาสร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อวัตถุประสงค์ทางด้านอุตสาหกรรมและพานิชกรรม ข. องค์รวมทั้งหมดของวิธีการและวัสดุที่ใช้เพื่อบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ 2) องค์ความรู้ที่มีอยู่ในอารยธรรมเพื่อใช้ในการเพิ่มพูน ฝึกหัดด้านศิลปะและทักษะความชำนาญ เพื่อให้ได้มาซึ่งวัสดุ
บราวน์ (Brown) กล่าวว่า เทคโนโลยีเป็นการนำวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ให้บังเกิดผลประโยชน์
เดล (Dale 1969) ให้ความหมายว่า เทคโนโลยีประกอบด้วยผลรวมของการทดลอง เครื่องมือ และกระบวนการ ซึ่งสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เกิดจากการเรียนรู้ ทดลอง และได้รับการปรับปรุงแก้ไขมาแล้ว
กัลเบรท (Galbraith 1967) ได้ให้ความหมายของคำว่า เทคโนโลยี ไว้ดังนี้คือ เทคโนโลยีเป็นการใช้อย่างเป็นระบบของวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือความรู้ต่างๆที่รวบรวมไว้มาใช้อย่างเป็นระบบเพื่อนำไปสู่ผลในทางปฏิบัติ ส่วนนักการศึกษาของไทยได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีดังนี้
ครรชิต มาลัยวงศ์ (2539) ได้ให้รายละเอียดของคำว่าเทคโนโลยีหมายถึง
1. องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์
2. การประยุกต์วิทยาศาสตร์
3. วัสดุ เครื่องยนต์กลไก เครื่องมือ
4. กรรมวิธี และวิธีดำเนินงานที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ประยุกต์
5. ศิลปะ และทักษะในการจำแนกและรวบรวมวัสดุ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เทคโนโลยี หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับการผลิต การสร้าง และการใช้สิ่งของ กระบวนการ หรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้มีในธรรมชาตินั่นเอง
สุพิทย์ กาญจนพันธุ์ (2541) หมายถึงวิธีการอย่างมีระบบในการวางแผน การประยุกต์ใช้ และการประเมินกระบวนการเรียนการสอนทั้งระบบ โดยให้ความสำคัญต่อทั้งด้านเครื่องมือ ทรัพยากรมนุษย์ และ ปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์กับเครื่องมือ เพื่อจะได้รูปแบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในความหมายนี้ เทคโนโลยีการศึกษาใช้การวิเคราะห์ระบบเป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน
เสาวนีย์ สิกขาบัณฑิต (2528) กล่าวไว้ว่า เทคโนโลยีคือวิธีการหรือเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในการดำเนินการต่างๆเพื่อให้บรรลุผล และจากความหมายดังกล่าวข้างต้นพอจะสรุปได้ว่า
เทคโนโลยี เป็นการนำเอาแนวความคิด หลักการ เทคนิค ความรู้ ระเบียบวิธี กระบวนการ ตลอดจนผลผลิตทางวิทยาศาสตร์ทั้งในด้านสิ่งประดิษฐ์และวิธีปฏิบัติมาประยุกต์ใช้ในระบบงานเพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงานให้ดียิ่งขึ้นและเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานให้มีมากยิ่งขึ้น
การนำเทคโนโลยีมาใช้กับงานในสาขาใดสาขาหนึ่งนั้น เทคโนโลยีจะมีส่วนช่วยสำคัญ 3 ประการ และถือเป็นเกณฑ์ในการพิจารณานำเทคโนโลยีมาใช้ด้วย (ก่อ สวัสดิพาณิชย์ 2517 : 84) คือ
1. ประสิทธิภาพ ( Efficiency ) เทคโนโลยีจะช่วยให้การทำงานบรรลุผลตามเป้าหมายได้อย่างเที่ยงตรงและรวดเร็ว
2. ประสิทธิผล ( Productivity ) เป็นการทำงานเพื่อให้ได้ผลผลิตออกมาอย่างเต็มที่มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อให้ได้ประสิทธิผลสูงสุด
3. ประหยัด ( Economy ) เป็นการประหยัดทั้งเวลาและแรงงานในการทำงานด้วยการลงทุนน้อยแต่ได้ผลมากกว่าที่ลงทุนไป
เทคโนโลยีการศึกษา ในปัจจุบันการดำเนินกิจการงานด้านต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพจะใช้เทคโนโลยีเข้าไปช่วยเป็นส่วนใหญ่ เทคโนโลยีจึงมีความเกี่ยวข้องกับระบบงานด้านต่าง ๆทุกแขนง ถ้านำไปใช้แก้ปัญหาในแขนงใด จะเรียกเทคโนโลยีในด้านนั้น เช่น เทคโนโลยีทางการแพทย์ เทคโนโลยีทางการเกษตร เทคโนโลยีทางการอุตสาหกรรม เป็นต้น ในวงการศึกษาก็เช่นเดียวกัน มีปัญหาต่าง ๆ มากมายที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขจึงเกิดเทคโนโลยีทางการศึกษาขึ้น
นักการศึกษาและสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาต่างๆได้ให้ความหมายของคำเทคโนโลยีการศึกษาไว้ดังนี้
กู๊ด (Good 1973) ได้ให้ความหมายไว้ว่า เทคโนโลยีการศึกษา คือ การนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อการออกแบบและส่งเสริมระบบการเรียนการสอนโดยเน้นที่วัตถุประส่งค์ทางการศึกษาที่สามารถวัดได้อย่างถูกต้องแน่นอน มีการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนมากกว่ายึดเนื้อหาวิชา มีการใช้การศึกษาเชิงปฏิบัติโดยผ่านการวิเคราะห์และการใช้โสตทัศนูปกรณ์ รวมถึงเทคนิคการสอนโดยใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ สื่อการสอนต่างๆในลักษณะของสื่อประสม และการศึกษาด้วยตนเอง
วิจิตร ศรีสะอ้าน (2517) ได้ให้ความหมายว่า เทคโนโลยีการศึกษานั้นเป็นการประยุกต์เอาเทคนิค วิธีการ แนวความคิด อุปกรณ์และเครื่องมือใหม่ๆมาใช้เพื่อช่วยแก้ปัญหาทางการศึกษา ทั้งในด้านการขยายงานและด้านการปรับปรุงคุณภาพของการเรียนการสอนตามนัยนี้เทคโนโลยีการศึกษาจึงครอบคลุมเรื่องต่างๆ 3 ด้าน คือ การนำเอาเครื่องมือใหม่ๆมาใช้ในการเรียนการสอน การผลิตวัสดุการสอนแนวใหม่ รวมถึงการใช้เทคนิคและวิธีการใหม่ๆ
กาเยและบริกส์ (Gagne and Briggs 1974) ได้ให้ความหมายไว้ว่า เทคโนโลยีการศึกษานั้นพัฒนามาจากการออกแบบการเรียนการสอนในรูปแบบต่างๆโดยรวมถึง
1. ความสนใจในเรื่องความแตกต่างๆระหว่างบุคคลในเรื่องของการเรียนรู้ เช่น บทเรียนแบบโปรแกรม และบทเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วย เป็นต้น
2. ด้านพฤติกรรมศาสตร์และทฤษฎีการเรียนรู้ เช่น ทฤษฎีการเสริมแรงของบี.เอฟ สกินเนอร์ (B.F Skinner)
3. เทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ เช่น โสตทัศนูปกรณ์ประเภทต่างๆ รวมถึงสื่อสิ่งพิมพ์ด้วย
โคลี, แครดเลอร์, และ เอ็นเจล (Coley, Cradler, and Engel 1996) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษาไว้ว่า ในความหมายกว้างๆแล้ว เทคโนโลยีการศึกษาจะเป็นคำซึ่งรวมถึงทรัพยากรใดๆก็ตามที่ใช้ในการให้การศึกษาแก่ผู้เรียน โดยอาจรวมถึงวิธีการ เครื่องมือ หรือกระบวนการ หากเป็นในเชิงปฏิบัติแล้ว คำนี้จะใช้ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งหมายถึงการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เช่น ฟิล์มสทริป เครื่องฉาย สไลด์ เทปเสียง โทรทัศน์ และห้องปฏิบัติการทางภาษา เมื่อมีการนำเอาคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาใช้ในช่วงปีพ.ศ. 2523 – 2532 (ทศวรรษ 1980s) จึงเป็นยุคของการใช้คอมพิวเตอร์เป็นฐานในการเรียนรู้ และในปัจจุบันจะเป็นการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารควบคู่กับคอมพิวเตอร์
จึงสรุปได้ว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา หมายถึง การนำความรู้ แนวคิด กระบวนการและผลผลิตทางวิทยาศาสตร์มาใช้ร่วมกันอย่างมีระบบ เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาการศึกษาให้ก้าวหน้าไปอย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
สถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาแห่งชาติได้ให้ความหมายของการศึกษา และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ตามแนวทางของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 หมวด 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ดังนี้ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ 2543 : 3-6)
มาตรา 63 รัฐต้องจัดสรรคลื่นความถี่ สื่อตัวนำและโครงสร้างพื้นฐานอื่นที่จำเป็นต่อการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วิทยุโทรคมนาคม และการสื่อสารในรูปอื่น เพื่อใช้ประโยชน์สำหรับการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย การทะนุบำรุงศาสนา ศิลปและวัฒนธรรมตามความ จำเป็น
มาตรา 64 รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการผลิต และพัฒนาแบบเรียน ตำราหนังสือทาง วิชาการ สื่อสิ่งพิมพ์ วัสดุอุปกรณ์และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาอื่น โดยเร่งรัดพัฒนาขีดความสามารถในการผลิต จัดให้มีเงินสนับสนุนการผลิตและมีการให้แรงจูงใจแก่ผู้ผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ทั้งนี้ โดยเปิดให้มีการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม
มาตรา 65 ให้มีการพัฒนาบุคลากรทั้งด้านผู้ผลิต และผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในการผลิต รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีคุณภาพ และประสิทธิภาพ
มาตรา 66 ผู้เรียนมีสิทธิได้รับการพัฒนาขีดความสามารถ ในการใช้ เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโอกาสแรกที่ทำได้เพื่อให้มีความรู้และทักษะเพียงพอที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
มาตรา 67 รัฐต้องส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาการผลิต และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้เกิดการใช้ที่คุ้มค่าและเหมาะสมกับกระบวนการเรียนรู้ของคนไทย
มาตรา 68 ให้มีการระดมทุน เพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาจากเงินอุดหนุนของรัฐ ค่าสัมปทาน และผลกำไรที่ได้จาการดำเนินกิจการด้านสื่อมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ และโทรคมนาคมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรประชาชน รวมทั้งให้มีการลดอัตราค่าบริการเป็นพิเศษ ในการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อการพัฒนาคนและสังคม
หลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรเงินกองทุนเพื่อการผลิต การวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 69 จัดให้มีหน่วยงานกลางทำหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผนส่งเสริม และประสานการวิจัย การพัฒนาและการใช้ รวมทั้งการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของการผลิตและการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ตามนัยของหมวด 9
การศึกษา หมายความว่า กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้สึก การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างจรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากสภาพแวดล้อม สังคมการเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่าง ต่อเนื่องตลอดชีวิต
เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เป็นระบบการประยุกต์ผลิตผลทางวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรม ผสมผสานกับหลักทางสังคมวิทยา และมานุษยวิทยา มาใช้ในการศึกษาเพื่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยครอบคลุมการจัดและออกแบบระบบพฤติกรรม เทคนิควิธีการ การสื่อสาร การจัดสภาพแวดล้อม การจัดการเรียนการสอน และการประเมิน
เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ในที่นี้จะมีความหมายครอบคลุมการผลิต การใช้การพัฒนาสื่อสารมวลชน (ได้แก่ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์) เทคโนโลยีสารสนเทศ ( คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต มัลติมีเดีย) และโทรคมนาคม (โทรศัพท์ เครือข่ายโทรคมนาคม การสื่อสารอื่น ๆ) เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ได้ตามความต้องการของผู้เรียนในทุกเวลาและสถานที่
เทคโนโลยีทางการสอน
เทคโนโลยีทางการสอน เป็นการนำเอาสื่อประเภทต่าง ๆ เทคนิค วิธีการ วิธีระบบ เพื่อการออกแบบการสอน และหลักการด้านจิตวิทยา สังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์กายภาพ รวมถึงการสื่อสารของมนุษย์มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน
 นวัตกรรมการศึกษา
นวัตกรรม เป็นศัพท์บัญญัติของคณะกรรมการพิจารณาศัพท์วิชาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งแต่เดิมใช้คำว่า นวกรรม เป็นคำมาจากภาษาอังกฤษว่า Innovation แปลว่า การทำสิ่งใหม่ๆ หรือสิ่งใหม่ที่ทำขึ้นมา คำว่า นวกรรม มาจากคำบาลีสันสฤต คือ นว หมายถึง ใหม่ และกรรม หมายถึง ความคิด การปฏิบัติ
นวัตกรรม (Innovation) หมายถึง ความคิดและการกระทำใหม่ ๆ ที่นำมาใช้ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
นวัตกรรมทางการศึกษา หมายถึง ความคิดและวิธีการปฏิบัติใหม่ ๆ ที่ส่งเสริมให้กระบวนการทางการศึกษามีประสิทธิภาพ
ข้อสังเกตเกี่ยวกับสิ่งที่ถือว่าเป็นนวัตกรรม
1. เป็นความคิดและกระบวนการกระทำใหม่ทั้งหมดหรือปรับปรุงดัดแปลงจากที่เคยมีมาก่อนแล้ว
2. ความคิดหรือการกระทำนั้นมีการพิสูจน์ด้วยการวิจัยและช่วยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
3. มีการนำวิธีระบบมาใช้อย่างชัดเจนโดยพิจารณาองค์ประกอบทั้ง 3 ส่วน คือ ข้อมูล กระบวนการ และผลลัพธ์
4. ยังไม่เป็นส่วนหนึ่งของระบบงานในปัจจุบัน
แนวคิดพื้นฐานที่ก่อให้เกิดนวัตกรรมการศึกษา
แนวความคิดพื้นฐานทางการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไปมีผลทำให้เกิดนวัตกรรมการศึกษาขึ้นหลายรูปแบบด้วยกัน แนวความคิดพื้นฐานทางการศึกษาที่สำคัญพอสรุปได้ 4 ประการคือ
1. ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Different) ได้ก่อให้เกิดนวัตกรรม ได้แก่
· โรงเรียนไม่แบ่งชั้น
· บทเรียนสำเร็จรูป
· การสอนเป็นคณะ
· คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
2. ความพร้อม (Readiness) ได้ก่อให้เกิดนวัตกรรม ได้แก่
· ชุดการเรียนการสอน
· ศูนย์การเรียน
3. เวลาที่ใช้ในการศึกษา นวัตกรรมที่สนองความคิดนี้ ได้แก่
· ตารางเรียนแบบยืดหยุ่น
· มหาวิทยาลัยเปิด
· การเรียนทางไปรษณีย์
4. การขยายตัวด้านวิชาการและอัตราการเพิ่มของประชากร ทำให้เกิดนวัตกรรมในด้านนี้ขึ้น ได้แก่
· ดาวเทียมเพื่อการศึกษา
· มหาวิทยาลัยเปิด
· การศึกษาทางไกล
· การเรียนผ่านอินเตอร์เน็ต

ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับนวัตกรรม
คำว่า นวัตกรรม เป็นคำที่ใช้ควบคู่กับ เทคโนโลยี เสมอๆ ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Innotech ความจริงแล้วนวัตกรรมและเทคโนโลยีนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดเนื่องจากนวัตกรรมเป็นเรื่องของการคิดค้นหรือการกระทำใหม่ ๆเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นซึ่งอาจจะอยู่ในขั้นของการเสนอความคิดหรือในขั้นของการทดลองอยู่ก็ได้ ยังไม่เป็นที่คุ้นเคยของสังคม ส่วนเทคโนโลยีนั้นมุ่งไปที่การนำสิ่งต่าง ๆรวมทั้งวิธีการเข้ามาประยุกต์ใช้กับการทำงาน หรือแก้ปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ถ้าหากพิจารณาว่านวัตกรรมหรือสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่นี้น่าจะนำมาใช้ การนำเอานวัตกรรมเข้ามาใช้นี้ ก็จัดได้ว่าเป็นเทคโนโลยีด้วย และในการใช้เทคโนโลยีนี้ถ้าเราทำให้เกิดวิธีการหรือสิ่งใหม่ ๆ ขึ้น สิ่งนั้นก็เรียกว่าเป็นนวัตกรรม เราจึงมักเห็นคำ นวัตกรรมและเทคโนโลยี อยู่ควบคู่กันเสมอ


พฤติกรรมเด็กรุ่นใหม่ลอกการบ้านจากเน็ต
โดย ผู้จัดการออนไลน์
19 สิงหาคม 2548 10:49 น.

กระแสโลกออนไลน์สร้างพฤติกรรมใหม่ให้เด็ก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กที่มีปัญหากับวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ไม่ยอมคิดแก้โจทย์การบ้านด้วยตนเอง แต่จะใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสถานที่ค้นหาคำตอบแทน วิธีค้นหาคำตอบที่เด็กยุคออนไลน์เลือกใช้ได้แก่ เข้าไปตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ทราบว่ามีผู้เชี่ยวชาญด้านสาขาวิชานั้น ๆ อยู่ และโพสต์คำถามเอาไว้ในบอร์ดหรือพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้ เป็นธรรมดาที่ผู้ที่มีความถนัดในสาขาวิชานั้น ๆ จะให้ความสนใจและค้นหาคำตอบของคำถามดังกล่าวมาให้ ซึ่งมีเด็กในสหรัฐอเมริกาหลายรายใช้วิธีนี้จนติดเป็นนิสัย และคิดว่าในอินเทอร์เน็ตมีคำตอบสำหรับการบ้านของพวกเขาแทนการพึ่งพาตนเองเหมือนเช่นในอดีต นอกจากนั้น กระแสของเทคโนโลยีเว็บเซอร์วิสที่มาแรงได้ทำให้เว็บไซต์จำนวนมากตั้งตัวเป็นเครื่องมือคำนวณผลลัพธ์ให้เด็กรุ่นใหม่ได้เสร็จสรรพ ยกตัวอย่างเช่นเว็บไซต์ของ “ดร.บ็อบ” (Ask Dr.Bob) เขาคือชายที่มีชื่อเสียงเรียงนามว่าโรเบิร์ต สจ็วต เว็บของเขาเป็นเว็บเซอร์วิสคอยให้คำตอบกับนักเรียนในเรื่องที่เกี่ยวกับมหาสมุทรเป็นหลัก สจ็วตเล่าว่า เคยพบเด็กนักเรียนส่งอีเมลการบ้านเป็นคำถาม 10 ข้อมาให้เขาหาคำตอบ วิธีแก้ปัญหาของเขาคือการส่งลิงค์ข้อมูลเว็บไซต์ที่ค้นพบ และระบุว่าให้เด็ก ๆ เป็นผู้รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ด้วยตัวเอง เพื่อไม่ให้เด็กรักสบายเหล่านี้ได้ใจจนเกินไป สจ็วตเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านมหาสมุทร และเป็นศาสตราจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัย Texas A&M เขาเป็นคนหนึ่งที่คอยให้คำแนะนำดี ๆ กับเด็กนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือ ตราบใดที่เด็กเหล่านั้นใส่ใจและกระตือรือร้นที่จะเรียน และไม่ทำตัวขี้เกียจจนเกินไป นอกจากนั้น เขายังได้รับงบประมาณสนับสนุนจากนาซ่าเป็นเงินถึง 100,000 เหรียญสหรัฐต่อปีในการพัฒนาเว็บเซอร์วิสที่มีชื่อว่า OceanWorld ด้วย “ผมพบว่ามีเด็กมากมายที่สนใจเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ และต้องการจะศึกษาในสิ่งที่พวกเขารัก” สจ็วตกล่าว ด้าน Henry Fliegler เป็นอีกคนหนึ่งซึ่งเด็กออนไลน์ขนานนามเขาว่า “พระเจ้าแห่งวิชาคณิตศาสตร์” เขาเคยเป็นวิศวกรอยู่ในบริษัทออเรนจ์ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือชื่อดัง ตั้งแต่ปี 1996 เป็นต้นมา เขาจะใช้เวลา 3 ชั่วโมงในแต่ละวันตอบโจทย์เลข 25 ข้อหรือมากกว่า วันหนึ่งเมื่อเขาลาออกจากตำแหน่งงานดังกล่าว จำนวนจดหมายขอบคุณที่เขาได้รับนั้นมีจำนวนมากพอจะทำให้เขารู้สึกดีกับวันที่เหลืออยู่มากขึ้นด้วย “ผมไม่เคยรู้สึกดีเท่านี้มาก่อนเลย” Fliegler กล่าว การอาศัยพึ่งพาบุคคลอื่นบนอินเทอร์เน็ตให้ทำการบ้านแทนให้อาจไม่ใช่พฤติกรรมที่ดีนัก แต่ใช่ว่าเด็กนักเรียนจะได้รับความสะดวกสบายจากโลกออนไลน์เสมอไป เนื่องจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญนั้นส่วนมากจะมีงานต้องรับผิดชอบ และการมาตอบคำถามให้ก็เป็นในรูปของการช่วยเหลือกัน ไม่มีการจ่ายค่าตอบแทน คำตอบของการบ้านจึงอาจต้องรอนานกว่า 1 วัน อาจจะเป็น 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือนก็เป็นได้

ของฟรีไม่มีในโลก จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเด็ก ๆ การไม่ทำการบ้านด้วยตนเองและพึ่งพาคนอื่นมากขึ้น ทำให้ผู้ใหญ่หัวใสหลายรายเห็นว่าบริการค้นหาคำตอบแบบทันใจจะเป็นธุรกิจทำเงินได้ และเริ่มเปิดตัวเว็บไซต์ของตนเองออกมาแข่งขัน บริการ AskMeNow ปรากฏตัวขึ้นเพื่อตอบโจทย์ด้านการไขปัญหาต่าง ๆ ให้กับผู้ใช้โทรศัพท์ไร้สาย ผู้ใช้สามารถพิมพ์ข้อความ หรือโทรศัพท์เข้ามาฝากคำถามเอาไว้ในระบบ จากนั้นให้รอรับคำตอบที่จะส่งตรงถึงโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้ภายใน 2-3 นาที ปัจจุบันบริการดังกล่าวได้เปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมทดสอบฟรี แต่ถ้าหากเปิดอย่างเต็มรูปแบบแล้วคาดว่าจะคิดเงินค่าถามคำถามและหาคำตอบมาให้ในราคา 49 เซนต์ และสำหรับนักเรียนอาจลดราคาให้พิเศษด้วย กูเกิลเองก็ได้เสนอบริการที่มีชื่อว่า Google Answer โดยคิดค่าใช้จ่ายในกรณีที่ผู้ใช้ต้องการให้ค้นหาข้อมูลที่สอดคล้องกับคำถาม สามารถจ่ายชำระด้วยบัตรเครดิตได้ด้วย แต่สำหรับผู้สมัครที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะต้องอยู่ในความดูแลของผู้ปกครอง หรือในบางบริษัทได้เสนอตัวทำการบ้านแทนให้ในราคาข้อละ 20 เหรียญสหรัฐเลยก็มี เน้นคุณธรรม จากกระแสดังกล่าว นักเรียนนักศึกษาเองก็ต้องใช้ความพยายามให้มากก่อนที่จะรบกวนถามคำถามผู้อื่นผ่านทางอินเทอร์เน็ต และคำถามบางคำ เรื่องบางเรื่องก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรถาม ถ้าหากสามารถค้นหาได้ด้วยตัวเอง เช่นตัวย่อของคำว่า "NASA" เพราะการใช้อินเทอร์เน็ตแบบไม่ถูกวิธีจะทำให้มันกลายเป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวกให้กับคนขี้เกียจเท่านั้นเอง แซลลี่ อิลแมน ติวเตอร์ด้านฟิสิกส์และคณิตศาสตร์รายหนึ่งจาก Elluminate กล่าวว่า เขาเคยถูกขอร้องให้แสดงการคำนวณโจทย์ข้อหนึ่งแบบละเอียดตรงตามขั้นตอน “ถ้าเด็ก ๆ เข้ามาที่เว็บของ Elluminates แล้วคิดว่าเขาสามารถพักผ่อนหย่อนใจได้ ขณะที่อีกฟากหนึ่งมีคนกำลังทำการบ้านแทนพวกเขาแล้วล่ะก็ ต้องบอกว่าคิดผิดถนัด” แซลลี่กล่าว แต่ก็มีอีกหลายแห่งที่เลือกสอนนักเรียนนักศึกษาอย่างมีจริยธรรม โดยจะใช้วิธีการฝึกให้พวกเขาทำวิจัย ค้นคว้าหาข้อมูลมากกว่าจะเป็นฝ่ายเตรียมคำตอบเอาไว้ให้ เช่น Scholastic เป็นต้น "การเรียนรู้ที่ดีไม่ใช่การได้คำตอบอย่างรวดเร็ว แต่เป็นการค้นหาวิธีที่จะทำให้งานวิจัยชิ้นนั้นดียิ่งขึ้นไป" เซท รัดเวลล์ กรรมการบริหาร Scholastic ฝ่ายเว็บไซต์กล่าว คำตอบที่ได้จากการค้นหาด้วยตนเองกับคำตอบที่ได้จากผู้อื่นมักมีความแตกต่างกันออกไป ด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิตโดยพึ่งพาข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีของเด็กในยุคปัจจุบันอาจนำมาซึ่งความเชื่อมั่นในข้อมูลแบบผิด ๆ และอาจก่อให้เกิดความผิดพลาดได้โดยง่าย อีกทั้งไม่ได้เป็นการพัฒนาศักยภาพของเด็กอย่างแท้จริง การเลือกตอบโจทย์คำถามด้วยตนเองต่างหากที่จะพัฒนากระบวนการคิด วิเคราะห์ และการใช้เหตุผลในเด็กได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งน่าเสียดายอย่างยิ่งที่เด็กรุ่นใหม่หลายคนมองข้ามความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ไป

Monday, August 15, 2005


สวัสดีค่ะ...เพื่อน

เป็นไงกันบ้างค่ะ ช่วงนี้งานเยอะกันรึเปล่าค่ะ ตั้งใจเรียนและตั้งใจทำงานที่ อาจารย์สั่งกันนะค่ะเพื่อน...เพื่อน

Wednesday, August 10, 2005






น่ารักไหมค่ะเพื่อน.....เพื่อน
ระบบความปลอดภัยไฮเทค
เรื่องของความปลอดภัยในสถานที่สำคัญ ๆ และแหล่งที่มีประชาชนพลุกพล่าน นับวันยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น
ล่าสุด บริษัท วิชั่น แอนด์ ซีเคียวริตี้ ซิสเต็ม (Vision and Security System Co.,Ltd) ได้นำเข้าระบบรักษาความปลอดภัย Smart CCTV System หรือชื่อที่ใช้ทางการค้า Security System ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นในการตรวจจับสิ่งผิดปกติของอิสราเอล
นายสมหมาย ดำเนินเกียรติ กรรมการผู้จัดการบริษัท Vision and Security System Co.,Ltd กล่าวว่า Security System เป็นระบบรักษาความปลอดภัย ที่ใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ภาพจากสัญญาณภาพของกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (Video Content Analysis) ซึ่งจะแจ้งเตือนตามเงื่อนไขในการตรวจจับที่กำหนดไว้ เช่น ขนาดของวัตถุ คน ทิศทางการเคลื่อนไหว รูปแบบการเคลื่อนที่ ระยะเวลาที่เกิดการเคลื่อนไหวโดย จะแจ้งเตือนเมื่อเกิดความผิดปกติตามที่กำหนดไว้อย่างแม่นยำ
นายสมหมาย กล่าวต่อ ว่า Security System ต่างจาก CCTV ทั่วไป เพราะภาพที่ปรากฏในโทรทัศน์ วงจรปิดจะวิเคราะห์และแจ้งเตือนเองโดยอัตโนมัติ ส่วน CCTV ปกติเจ้าหน้าที่ต้องนำวิดีโอมาเปิดดูแล้วสังเกตเอง
เบื้องต้น ระบบรักษาความปลอดภัยดังกล่าวได้รับการติดตั้งเพื่อเฝ้าระวังภัยในสถานที่สำคัญของหลาย ๆ ประเทศแล้ว อาทิ สนามบินแชงกิ ของประเทศสิงคโปร์ สนามบินซิดนีย์ ของประเทศออสเตรเลีย สนามบินไมอามี ของสหรัฐอเมริกา และลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช
ส่วนประเทศไทยขณะนี้ได้ติดตั้งให้กับการท่าอากาศยาน และสำนักงานตำรวจนครบาลแล้ว.

THE POOH

Tuesday, August 09, 2005


THE POOH
THE POOH เป็นที่การ์ตูนที่สร้างความน่ารักให้กับคนที่ได้ดูการ์ตูนเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก หรือ ผู้ใหญ่ก็ตาม

Sunday, August 07, 2005

มารู้จักกับสุดหล่อกันก่อนค่ะ

ฟิล์มเองครับ.........
เป็นไงกันบ้างครับ คงจะรู้จักกับผม นายฟิล์ม รัฐภูมิ กับผลงานต่างๆ ที่ผมได้แสดงนะครับ
ผมหวังว่าคงจะชอบผลงานของผมกันบ้างนะครับ
กนกวรรณ แท่นจันทร์ 461137142 เทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา